My Blog

Posted by Charles (palmbook) on Jun 26, '08 10:12 AM for everyone
สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Counter Strike มา คงจะคุ้นเคยกับปืน Arctic Warfare Magnum (AWP) หรือที่ชอบเรียกกันย่อๆ ว่า 4-6 เป็นอย่างดี เนื่องด้วยอานุภาพที่ร้ายแรง (จนเกินไป ยิงโดนปลายเล็บในเกมยังตายได้ =_=" ) การเล่น CS ในช่วงหลังๆ จึงกลายเป็นสงคราม 4-6 ไปเสียส่วนใหญ่

วันนี้ผมจะพาไปทำความรู้จักกับกระสุนขนาด .338 Lapua ซึ่งใช้ใน 4-6 กันครับ

--------------------------------------------------


.338 Lapua นั้นอาจจะนับได้ว่าเป็นกระสุนขนาดแรกที่ถูกผลิตออกมาเพื่อการซุ่มยิงโดยเฉพาะ .338 Lapua ถือกำเนิดในปี 1983 โดยบริษัท Research Armament Co. ในสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดว่ากระสุนขนาดใหม่จะเป็นขนาด .338, มีน้ำหนัก 250 กรัม และมีความเร็ว 3000 ฟุตต่อวินาที (914 เมตรต่อวินาที) นอกจากนั้นยังต้องสามารถฆ่าเป้าหมายได้แม้กระสุนจะต้องวิ่งทะลุผ่านเกราะกันกระสุนทหาร 5 ชั้นที่ระยะ 1 กิโลเมตร ในระยะแรกนั้น .338 Lapua ได้นำเอากระสุนขนาด .416 Rigby มาบีบคอให้เล็กเหลือ .338 แต่ท้ายที่สุดก็ได้ใช้เคสกระสุนแบบเฉพาะ

กระสุน .338 Lapua นั้นมีระยะหวังผลไกลถึง 1600 เมตร และหากพร้อมทั้งคนและอุปกรณ์ การยิงระยะ 2000 เมตรก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แม้แต่นักซุ่มยิงทั่วๆ ไปก็สามารถยิงกระสุนประเภทนี้ที่ระยะ 1200 เมตรได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีวิถีกระสุนที่ราบเรียบกว่าและได้รับผลกระทบจากลมน้อยกว่ากระสุนขนาดยอดนิยมอย่าง .308 Win ด้วย


---------------------------------------------

ปืนที่ใช้กับกระสุนขนาด .308 Lapua นั้นยังมีจำนวนไม่มากนัก แต่ด้วยการที่กระสุนนี้เริ่มได้รับความแพร่หลายและเริ่มมีบทบาทในสงคราม ทั้งในสงครามอัฟกันและสงครามอิรัก ในอนาคตจึงน่าจะเห็นปืนไรเฟิลที่รับกับกระสุนขนาดนี้มากขึ้น

และแน่นอนว่าหนึ่งในปืนที่รู้จักกันดีคือเจ้า 4-6 นั่นเอง



Posted by Charles (palmbook) on Jun 17, '08 12:14 AM for everyone
ต่อจาก entry ที่แล้วนะครับ :D

เอาภาพจากเจ้า Olympus Mju-II มาให้ชมกัน

งานนี้แสกน, level, ใส่กรอบ แล้วลงภาพเลย จะได้เข้ากับบรรยากาศภาพ snapshot

Fuji Superia 400 ครับ










Posted by Charles (palmbook) on Jun 12, '08 8:08 AM for everyone
มองหากล้องสำหรับพกพาติดตัวตลอดเวลามาหลายเดือนแล้ว แต่ไม่เจอตัวถูกใจเสียที (จริงๆ ถูกใจมีเยอะแยะ แต่ราคาแพงหลายหมื่นอยู่ =_= ) ในที่สุดก็มาลงเอยกับเจ้า Olympus Mju-II

กล้องคอมแพคฟิล์ม 35mm ที่ขนาดเล็กกว่ากระเป๋าสตางค์ผมเสียอีก (พอๆ กับกล้องดิจิตอล ultra-compact หลายๆ รุ่น แต่หนากว่า) มาพร้อมกับเลนส์ 35mm F/2.8 ที่ว่ากันว่าคมมากๆ (ผมเองก็ยังไม่รู้ แต่เชื่อๆ ไว้ก่อน), active autofocus และที่ชอบมากที่สุดคือ มันมีโหมด panorama มาให้ด้วย (ครอปภาพเหลือความสูงแค่ครึ่งเฟรม)

ตอนนี้ไม่ชอบอยู่อย่างเดียวคือ พอปรับโหมดแฟลชแล้วปิดกล้อง มันจะลืมค่า setting ที่ตั้งไว้

ถือว่าเป็นกล้องที่ดีเกินราคาเลยทีเดียว (ช้อนมา 2000 บาท ราคานี้แค่เลนส์ 35mm F/2.8 บนกล้อง SLR ยังไม่ได้เลย เหอๆ)



ต่อไปนใครมาอยู่ใกล้ๆ มีสิทธิ์ได้เป็นนายแบบ/นางแบบจำเป็นแน่ๆ 55ี้

Posted by Charles (palmbook) on Jun 8, '08 6:47 AM for everyone
เป็นอีกหนึ่งคำที่เจอกันได้บ่อยๆ แต่หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจความหมาย ประโยคนี้มักจะใช้ในแง่ทางเทคนิคเสียส่วนมาก เช่น

"This is a state-of-the-art technology."

อ่านแล้วอาจจะงงๆ "นี่คือเทคโนโลยีแห่งรัฐของศิลปะ"?????????

--------------------------------

State of the art เป็นคำที่แสดงถึงขั้นสูงสุดของการพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ใน wikipedia เขียนอธิบายไว้ว่า

"The state of the art is the highest level of development, as of a device, technique, or scientific field, achieved at a particular time. It also applies to the level of development (as of a device, procedure, process, technique, or science) reached at any particular time usually as a result of modern methods."

"state of the art คือขั้นสูงสุดของการพัฒนา, ของสิ่งประดิษฐ์, เทคนิค, หรือทางวิทยาศาสตร์, ในช่วงเวลานั้นๆ มันยังรวมไปถึงระดับของการพัฒนา (ดั่งเช่นอุปกรณ์, กระบวนการ, ขั้นตอน, เทคนิค, หรือวิทยาศาสตร์) ที่ก้าวไปถึง ณ เวลาหนึ่งๆซึ่งมักจะเป็นผลจากการใช้วิธีการทันสมัยต่างๆ"

แค่นี้ล่ะครับ ไปนอนแล้ว 55 (อัพบล็อคได้ติงต๊องดี)

Posted by Charles (palmbook) on Jun 6, '08 11:42 PM for everyone
ตามไปดูกันได้
http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=11474

แต่งจากแบบนี้



ให้กลายเป็น...





Posted by Charles (palmbook) on Jun 6, '08 8:39 PM for everyone
เน้นเรื่อง Vortex Generator นะครับ

Vortex:
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_3061/article.html
http://autospeed.drive.com.au/A_3060/cms/article.html
http://www.autospeed.com/A_3059/cms/article.html
http://www.autospeed.com/A_3058/cms/article.html

Aero testing:
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_108676/article.html
http://autospeed.drive.com.au/A_108675/cms/article.html
http://autospeed.drive.com.au/A_108674/cms/article.html
http://autospeed.drive.com.au/A_108656/cms/article.html

Aerodynamics:
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_107773/article.html
http://www.recumbents.com/car_aerodynamics
http://www.edmunds.com/advice/specia...4/article.html
http://www.ibsinger.com/gallery.htm?...&galleryId=768

Under car airflow (Prius +5MPG):
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_2456/article.html
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_2455/article.html

Undertrays spoilers and bonnet vents
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_2162/article.html
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_2160/article.html
http://autospeed.drive.com.au/cms/A_2159/article.html

source: http://www.cleanmpg.com/forums/hardware/t-vortex-generator-airtabs-1496.html

---------------------------------------------------------------------

ส่วนอันนี้สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจเกี่ยวกับ Aerodynamics

http://www.sportcompactcarweb.com/tech/0607_sccp_automotive_aerodynamics_part_1/index.html
http://www.sportcompactcarweb.com/tech/0610sccp_automotive_aerodynamics_part_2/index.html
http://www.recumbents.com/car_aerodynamics/


Posted by Charles (palmbook) on Jun 2, '08 8:02 PM for everyone
จิ๊กมาจาก http://siit.net/webboard/read.php?Topic_ID=45273

-------------------------------------


1


2


3


4


5


6


7


8


9


10


11


12


13


14


15


16


17


18


19


20


21


22


23


24


25


26


27


28


29


30


31


32


33


34


35


36


37


38


39


40


41


42


43


44


45


46


47


48


49


50


51


52


53


54


55


56


57


58


59


60


61


62


63


64


65


66


67


68


69


70


71


72


73


74


75


76


77


78


79


80


81


82


83


84


85


86


87


88


89


90


91


92


93


94


95



Posted by Charles (palmbook) on Jun 1, '08 6:29 AM for everyone
1. คุณไม่มีทางทำให้ทุกคนถูกใจ

สมัยก่อนผมเป็นคนที่กลัวการทำให้คนอื่นไม่พอใจเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ดังนั้นผมจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจมากที่สุด (เป็นที่มาของการเป็น perfectionist ของผมด้วย) คำว่าทำให้พอใจในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการเข้าไปประจบสอพลอนะครับ แต่มันคล้ายๆ กับว่าเราพยายามไม่ขัดใจทุกๆ คนเท่านั้นเอง

แต่สิ่งที่สุดท้ายผมก็ต้องเรียนรู้คือ คุณไม่มีทางทำให้ทุกคนในโลกนี้ถูกใจได้หรอก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องมีบางคนนำคุณไปติฉินนินทาอยู่ดี ต่อให้คุณวิเศษเลิศเลอแค่ไหนก็ตาม การพยายามทำให้ทุกคนพอใจนั้นเป็นสิ่งที่ดี เราไม่ควรจะสร้างความขัดแย้งหรือความไม่พอใจในสังคมโดยไม่จำเป็น เป็นการอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ถ้าเราพยายามที่จะกลมกลืนมากเกินไป สุดท้ายเราก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป สิ่งที่คุณจะทำได้ก็มีแต่เพียงตามกระแสคนอื่นไปวันๆ

หลายๆ คนเป็นโรคคิดมาก เวลาคนอื่นหยิบยกตัวเองขึ้นมาพูดวิจารณ์ หรือเวลาที่มีคนแสดงความไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรา ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรอีกเลย นอกจากพูดสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง หรือเข้าไปเชียร์คนอื่นเท่านั้น

จำสุภาษิตโบราณไว้เสมอๆ ว่า "คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" ถ้าคิดว่าสิ่งที่จะทำสิ่งที่จะพูดมันคุ้มค่ากับการต้องเสียกลุ่มคนบางกลุ่มไป ก็ขอให้ลุยหน้าต่อไปเถิด เพราะเอาเข้าจริงๆ หลายๆ คนที่คุณพยายามจะฉุดรั้งไว้เค้าก็ไม่ได้เห็นค่าของคุณอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก เข้าทำนองเพื่อนกินมากกว่า

ที่สำคัญ ถ้าคนที่คุณคิดจะมอบความเป็นห่วงเป็นใยให้ หันหลังให้คุณเพียงเพราะคุณพูดหรือทำอะไรขัดใจเขาเพียงอย่างเดียว คุณยังคิดว่าคนแบบนี้คู่ควรกับความห่วงใยของคุณแล้วหรือ?

------------------------------------------------------

2. คนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นยอดมนุษย์ (อาจจะยกเว้นสายวิชาการกับอีกบางสายไว้เล็กน้อย)

คนส่วนมากคิดว่าถ้าคุณเป็นคนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด ความประสบความสำเร็จจะวิ่งเข้าหาตัวคุณเอง....ผิดจ๊ะ

เรารู้ดีว่า Nikon กับ Canon ผลิตกล้องและเลนส์ได้ขายดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่ผลิตกล้องและเลนส์ที่ดีที่สุด Toyota กับ GM ผลิตรถได้ขายดีที่สุด แต่เราก็รู้ว่ามีคนอื่นที่ผลิตรถได้ดีกว่า แม้แต่ตำนานอย่าง Ferrari ก็ถูก Lamborghini์ ตั้งบริษัทผลิตรถซูเปอร์คาร์มาแข่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า "Ferrari ไม่ดีพอ"

สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมีสามอย่าง 1. Public Relation 2. การตลาด 3. ดวง

สองอย่างแรกนั้นสำคัญมาก ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่ถ้า PR/Marketing ไม่ดี คุณก็จบแค่นั้น เพราะคุณไม่สามารถเสนอผลงานให้คนอื่นเข้าใจถึงคุณค่าได้

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นภาพจากช่างภาพเก่งๆ หลายๆ คนนอนจมอยู่ใต้กองภาพของคนอื่น

ในทางกลับกันก็จะมีพวก PR เก่งแต่ถ่ายภาพห่วย พวกนี้ก็จะได้รับ replies และคำชมไปเยอะ (จนคนที่ไม่รู้ก็นึกว่าคนนี้มันเก่งจริง -- เห็นมั๊ยว่า PR/Marketing ส่งคุณไปไกลได้แค่ไหน) ผมคิดว่าหลายๆ คนคงเคยเห็นจำพวกนี้มากไม่มากก็น้อย ลองสำรวจ multiply คุณเองก็ได้ว่ามีคนมาโพสต์โฆษณาภาพตัวเองไว้หรือเปล่า?

แม้แต่ในเว็บต่างๆ ก็ตาม หลายๆ ครั้งภาพที่โพสต์ก็ไม่ได้สวย แต่เสียงตอบรับดี เพราะ 1.PR ดี ไปสร้างความสัมพันธ์กับคนในเว็บหรือลากพวกจากนอกเว็บมาเยอะ 2. นำเสนอดี ตั้งแต่ตั้งชื่อกระทู้ การทำกรอบ การเอาภาพมาจัดเป็น collage ฯลฯ 3. ดวงดี ตั้งตรงจังหวะที่คนสนใจภาพแนวนั้นพอดี 4. ล่อตะเข้ดี (อันนี้จริงๆ น่าจะยกไว้ในฐานที่เข้าใจ)

ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ทำแล้วผิดศีล ผิดกฏหมายนะครับ แต่อยากให้คิดในอีกมุมนึง โดยเฉพาะผู้ที่ยังคิดว่า "คนที่ดังคือเทพยอดมนุษย์ที่สร้างสรรค์งานได้ดีที่สุด"

-------------------------------------------------------

3. มนุษย์เราชอบทำอะไรแปลกๆ

โดยเฉพาะชอบมองย้อนหลังไปยังสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวลาสอบ พอสอบเสร็จก็มักจะออกมานั่งเช็คหนังสือว่าที่เราทำไปมันถูกหรือเปล่า พอทำไม่ถูกก็มานั่งกุมขมับ เครียดไปสามวันเจ็ดวัน ว่ากูจะตกไหมๆ อยากถามว่าเครียดไปแล้วได้อะไร? ข้อสอบก็ทำไปแล้ว จะตกหรือจะผ่านมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมานั่งเครียดกับเรื่องพรรค์นี้อีก แปลกจริงๆ

หรือบางคนซื้อกล้องซื้อเลนส์มาแล้ว เพิ่งจะมาถามว่า "เลนส์ตัวนี้ดีไหมครับ" "คุณว่าผมได้กล้องตัวนี้มาในราคาแพงเกินไปหรือเปล่าครับ" เออ ทำไมไม่ถามก่อนซื้อฟะ

บางคนก็ชอบวิตกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด หรือเราไม่มีอำนาจไปควบคุมมันได้

การคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคิดมากไปจนเครียดมันก็ไม่ด เสียทั้งเวลาทั้งสุขภาพจิต

คิดแต่เพียงพอดี ถ้าเริ่มเครียดก็ปล่อยวางจะดีกว่า
--------------------------------------------------------

4. พวกมากก็ลากกันไป

หรือพูดในอีกแง่หนึ่งคือ เสียงของคนส่วนใหญ่ไม่ได้การันตีว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ในหลายๆ ครั้งที่เรามีตัวเลือกที่ดีกว่า แต่คนส่วนมากกลับเลือกอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าความรู้ไม่เท่าทัน, ผลประโยชน์, ความเกรงใจ, หรือความกลัวนั่นเอง

พระพุทธเจ้าก็ทรงเล็งเห็นจุดสำคัญจุดนี้ ดังนั้นในการประชุมแต่ละเรื่อง หากมีพระสงฆ์รูปใดคัดค้านแม้แต่รูปเดียว ถือว่ามตินั้นไม่ผ่านในทันที เพราะนั่นหมายความว่ามติที่กำลังเสนอนั้นยังมีข้อควรปรับปรุงอยู่

น่าเสียดายที่เรามิอาจทำแบบนั้นได้กับสังคมของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มิเช่นนั้นเราคงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนั่งโหวตมติต่างๆ ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด

แต่สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์แบบแต่อย่างใด เพราะเมื่อคนกลุ่มน้อยมีเหตุผลหนักแน่นพอที่จะคัดค้านเสียงคนส่วนใหญ่ กลุ่มคนส่วนใหญ่ก็จะยกความชอบธรรมในระบบประชาธิปไตยมาอ้าง ส่วนคนกลุ่มน้อยก็จะยกความถูกต้องตามหลักเหตุผลมาอ้าง สุดท้ายถ้าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมให้ ก็ต้องกระทบกระทั่งกันในที่สุดนั่นเอง

พูดแล้วก็นึกถึง quote นี้แฮะ
"The tree of liberty must be refreshed from time to time with the Blood of Patriots and tyrants." - Thomas Jefferson
"ต้นไม้แห่งเสรีภาพต้องถูกหล่อเลี้ยงเป็นระยะๆ ด้วยเลือดของผู้รักชาติและกบฏ" - โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา

-----------------------------------------------------


Posted by Charles (palmbook) on May 21, '08 5:31 AM for everyone
ไม่รู้ว่าไวแสงสุดในโลกจริงหรือเปล่า เหมือนผมจะเคยเห็นไวแสงกว่านี้ (ตัวที่หน้าเลนส์ขนาดเท่ากาละมังที่เคยขายใน ebay) ก็ลองดูภาพเล่นๆ ละกันนะครับ

ไม่ขอแปลนะครับ เพราะมันสั้นมาก



Original Quote from Online Photographer
"The world's fastest lens: Marco Cavino's interesting lens website has a great page about the famous Zeiss 50mm ƒ/0.7 (block diagram, above), one of the fastest lenses known outside of the defense community. Written in Italian, so it's slow going for me, but then maybe you read Italian."

http://theonlinephotographer.com/the_online_photographer/blog_index.html

Posted by Charles (palmbook) on May 20, '08 6:37 PM for everyone

ว่ากันว่า มีกะโหลกแก้วลึกลับอันทรงพลังจากอารยธรรมแห่งอดีตอยู่ 13 หัว หากใครได้ครอบครองมันทั้งหมด อาจจะสามารถเป็นเจ้าโลกได้ด้วยอำนาจอันมหัศจรรย์!!!

ตำนานว่าด้วยปริศนาแห่งกะโหลกแก้วเป็นเรื่องที่เล่าลือกันมานานแล้ว และเมื่อพิพิธภัณฑ์ มนุษยชาติ แห่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษได้มาหัวหนึ่งใน พ.ศ.2441 หรือเมื่อ 110 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้ คำเล่าลือโด่งดังขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใครได้ จ้องมองเข้าไปในดวงตาของกะโหลกแก้ว ก็มักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่าง พลังที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ไม่ยอมเข้าไปในห้องที่จัดแสดงกะโหลกนี้ในยามค่ำคืน หากไม่เอาผ้าดำปิดดวงตากลวงคู่นั้น ไว้เสียก่อน

ไม่มีใครรู้แน่ว่ากะโหลกแก้วปริศนาขนาดเท่าๆกับกะโหลกคนจริงๆนี้มาจากไหน พิพิธภัณฑ์ซื้อมันมาจากร้านขายเครื่องเพชรทิฟฟานี่แห่งนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงที่มาอันชัดเจน แต่เป็นที่เข้า ใจว่า กะโหลกแก้วนี้น่าจะเป็นโบราณวัตถุจากอารยธรรมแอซเท็ค ซึ่งนายทหารบางคนได้มันมาเมื่อครั้งไปร่วมรบที่เม็กซิโก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในขณะที่ปริศนาของกะโหลกแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์นี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็มีการค้นพบกะโหลกแก้วอีกหัวหนึ่งใน พ.ศ.2467 เมื่อแอนนามิทเชลล์-เฮดจ์ส บุตรีบุญธรรมของเฟ็ดเดอริค อัล-เบิร์ท มิทเชลล์-เฮดจ์ส นักผจญภัยและนักสำรวจชื่อดังได้พบมันเข้าโดยบังเอิญ



ตอนนั้นเฟ็ดเดอริคและทีมงานกำลังสำรวจเมืองโบราณลูบานทูมในบริติชฮอนดูรัสแล้ว จู่ๆแอนนาก็พบกะโหลกแก้วเข้าในวันเกิดครบรอบปีที่ 17 ของเธอ ทำให้คนขี้สงสัยบางรายอดค่อนแคะไม่ได้ว่า ที่จริงคุณพ่อผู้แสนดีอาจจะพบมาก่อนแล้ว แต่อยากให้ ของขวัญวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์แก่ลูกสาว ก็เลยแอบเอาไปวางไว้ให้แอนนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบ

แต่ไม่ว่าการพบครั้งแรกจะเป็นอย่างไรก็ตาม กะโหลกแก้วที่เรียกขานกันต่อมาว่ากะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ ก็เป็นหนึ่งในกะโหลกแก้วที่โด่งดังที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า มันเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น จากอารยธรรมขั้นสูงที่สูญสลายไปแล้ว และหากมองดวงตาแก้วปริซึมนี้ให้ดี จะเห็นภาพของอนาคตปรากฏขึ้น

กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ทำจากแก้วบริสุทธิ์ ผ่านการขัดเกลาอย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างขึ้นต้องใช้เวลากว่า 150 ปีจากรุ่นสู่รุ่นกว่า จะเกิดเป็นกะโหลกปริศนาที่มีการประมาณการอายุกันคร่าวๆ ว่า น่าจะเก่าแก่กว่า 3,600 ปี เพื่อใช้ประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา ช่วยรักษาเยียวยาความเจ็บป่วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะเป็นเครื่องมือกำหนดความตายของผู้ที่กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ทำให้กะโหลกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะโหลกมรณะ



นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ ตรวจสอบกะโหลกทั้งสอง และพบว่า มีลักษณะทางสรีรวิทยาร่วมกัน กล่าวคือ น่าจะเป็นกะโหลกที่ทำจำลองขึ้นมาจากหัวกะโหลกคนจริงๆที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกัน เพราะเมื่อถ่ายภาพเชิงซ้อนแล้วพบว่าแนวของกระดูกเข้ากันพอดี หรืออีกนัยหนึ่ง กะโหลกแก้วอันใดอันหนึ่งถูกทำขึ้นมาก่อน แล้วเป็นแบบให้อีกอันหนึ่ง

กะโหลกแก้วทั้ง 2 ชิ้นที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันนี้ นับเป็นกะโหลกแก้วที่ถูกจับตามองที่สุด และถูกนำไปตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ นานามากที่สุด แต่ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มา หรือวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้น และหลังจากที่กะโหลกแก้วทั้งสองกลายเป็นของมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็มีการประกาศการค้นพบกะโหลกแก้วในลักษณะคล้ายๆกันอีกเป็นจำนวนมาก



แต่ด้วยความเชื่อจากตำนานเก่าแก่ที่กล่าวถึงกะโหลกแก้ว 13 หัว ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ไอ้ที่พบกันมากๆเป็นของจริงหรือของเก๊ และเท่าที่ปรากฏมาหลายหัวก็เป็นของทำเทียมเลียนแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีอีกหลายหัวเหมือนกันที่ได้การยอมรับว่าเป็นของเก่าที่มีพลังบางอย่างแฝงอยู่

กะโหลกแก้วที่มีชื่อเสียงตามมิทเชลล์-เฮดจ์สมาติดๆ คือกะโหลกที่เคยเป็นของลามะทิเบตนามนอร์วู เชน ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากสุสานมายันในกัวเตมาลา ท่านลามะใช้กะโหลกนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยอย่างได้ผล จนกระทั่งก่อนที่ลามะนอร์วู เชน จะมรณภาพ ก็ได้มอบกะโหลกนี้ไว้ให้แก่โจแอน พาร์คส์ ชาวเท็กซัส ซึ่งฝากตัวเป็นศิษย์ ของท่านมานานหลายปี หลัง จากที่ท่านได้ใช้กะโหลกนี้ช่วยรักษาอาการป่วยลูกสาวของเธอมาแล้ว

โจแอนซึ่งได้กะโหลกนี้มาใน พ.ศ.2523 อ้างว่า กะโหลกแก้วสื่อสารกับเธอ และพร่ำบอกว่า เขาชื่อแม็กซ์ และเขามีความสำคัญต่อมนุษยชาติและแม็กซ์ก็ประกาศศักดาให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง ด้วยการช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บป่วย กะโหลกแก้วที่สำคัญอีกหัวหนึ่งชื่อชานารา ซึ่งเป็นของนิค โนเซอริโน ซึ่งไม่เพียงจะมีกะโหลกแก้วในครอบครองเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ศึกษาอย่างจริงจังจนเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย



นิคได้กะโหลกนี้มาจากการขุดค้นเมืองโบราณที่เม็กซิโก และเมื่อได้มันมา เขาก็เห็นภาพนิมิตว่า กะโหลกตามตำนานมี 13 หัว โดย 12 หัว เป็นบริวารของกะโหลกที่เป็นหัวหน้าใหญ่ มีการตั้งทฤษฎีว่า กะโหลกเหล่านี้ไม่ใช่ของแอซเท็ค หรือมายันอย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากแอตแลนตีส อาณาจักรปริศนาที่ยังหาไม่พบ และกะโหลกเหล่านี้ทำหน้าที่ในการบันทึกภาพต่างๆ ซึ่งหลายคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของกะโหลกก็อ้างว่า ในบางเวลาที่จังหวะ และแสงเหมาะๆก็เคยเห็นภาพจากกะโหลกแก้วมาแล้ว โดยเฉพาะกะโหลกแก้วของมิทเชลล์-เฮดจ์ส ที่ว่ากันว่า มีคนเห็นภาพยูเอฟโอสะท้อนออกมา

มีเสียงเล่าลือว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กะโหลกที่แท้จริงทั้ง 13 หัว ถูกค้นพบ และนำมาไว้ด้วยกันก็จะเห็นภาพของอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เรายังไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อนี้ เพราะยังมีเพียงไม่กี่หัวที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของแท้ เช่น แม็กซ์และชานารา ซึ่งเคยถูกวิเคราะห์จากนักวิทยาศาสตร์แล้วคิดว่าน่าจะมีอายุราวๆ 5,000 ปี และของมิทเชลล์เฮดจ์สที่เก่าแก่เหมือนกัน ในขณะที่กะโหลกที่เคยโด่งดังมากอีกหัวหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษนั้น เพิ่งจะมีการตรวจสอบซ้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และผลปรากฏออกมาว่า น่าจะเป็นของที่ทำปลอมขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ทำเอานักโบราณคดีที่ชอบไปนั่งจ้องตากับกะโหลกหัวนี้เซ็งไปตามๆกัน



แต่ไม่ว่าอันไหนจะปลอม อันไหนจะจริง มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และทำไม ก็ยังคงเป็นปริศนาที่นักโบราณคดีกุมขมับ เพราะแกะความลับไม่ออกมานานแสนนาน จนภาพยนตร์ดังระดับตำนานอย่าง อินเดียน่า โจนส์ ยอดนักโบราณคดี ที่เคยนำแฟนๆทั่วโลกไปผจญภัยค้นหาสมบัติในดินแดนลึกลับมาแล้วถึง 3 ภาค และในภาคล่าสุดนี้พ่อมดแห่งฮอลลีวูดสตีเว่นสปีลเบิร์ก ก็ปิ๊งไอเดีย นำเรื่องของกะโหลกแก้วมาสร้างเป็นตอนใหม่ คือ อินเดียน่า โจนส์ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 4 : อาณาจักรกะโหลกแก้ว (Indiana Jones And The Kingdom Of The Crystal Skull) ปลุกกระแสความสนใจในปริศนากะโหลกแก้วให้กลับมาฮือฮากันอีกครั้งหนึ่งในรอบ 110 ปีนี้

ซึ่งนั่นก็คือการย้ำเตือนว่า แม้จะมีการกล่าวขวัญกันมามากมาย นานแสนนาน และบ่อยครั้งสักเพียงใด กะโหลกแก้วยังคงมนต์ขลังแห่งความลี้ลับเหนือการพิสูจน์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลายอยู่เช่นเดิม.

ทีมงาน ต่วย'ตูน

http://movie.mthai.com/view/31/23998-ปริศนากะโหลกแก้ว_ที่นักโบราณคดีกุมขมับ.movie

Posted by Charles (palmbook) on May 19, '08 9:08 PM for everyone
เมื่อกี๊เข้าไปตอบกระทู้ในไทยดีมา เลย copy มาไว้ในนี้ด้วย

----------------------------

กระทู้ยาวดีจริงๆ ไม่ได้เข้ามาอ่านซะนาน ไหนๆ เข้ามาแล้วก็ตอบเพิ่มเติมซะหน่อย

1. กล้องไม่มีความสำคัญเลยจริงเหรอ?

ไม่ใช่ไม่มีครับ แต่ผมมักพูดเสมอๆ ว่า "ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้สุดความสามารถก่อน" เพราะคนส่วนมากเนี่ย ภาพจะสวยขึ้นอีกมาก ถ้าเอาเวลาไปพัฒนาฝีมืออย่างจริงจัง สวยยิ่งกว่าไปซื้ออุปกรณ์กล้องตัวใหม่มาซะอีก

ในความคิดของผม ฝีมือสำคัญกว่าอุปกรณ์ โดยเฉพาะถ้าท่านมีกล้อง DSLR (ไม่ว่าจะรุ่นถูกแค่ไหนในปัจจุบัน) เพราะผมแทบไม่เคยเห็นใครที่มีฝีมือระดับที่สามารถรีดประสิทธิภาพของกล้องออกมาได้เต็มร้อย จนอุปกรณ์กล้องเป็นข้อจำกัดของการถ่ายภาพแทนที่จะเป็นฝีมือเลย (ในทางกลับกัน กล้องป๊อกแป๊กหลายตัวที่มีขีดความสามารถต่ำอาจจะเป็นข้อจำกัดมากกว่าฝีมือ ดังนั้นหลายๆ คนที่ย้ายจากกล้องเล็ก ภาพจึงดูดีขึ้น) มีคนหลายคนพยายามไปหาอุปกรณ์เสริม ยกตัวอย่างเช่น LightSphere ทั้งๆ ที่ยังใช้งานแฟลชได้ไม่ถูกต้อง โอเค มันอาจจะทำให้ภาพดูดีขึ้นนิดหน่อย (เพราะยังไงก็ยังใช้แฟลชไม่เป็นอยู่ดี) แต่ถามว่าระหว่างคนที่ใช้แฟลชเป็น ถ่ายโดยไม่ใช้ LS กับคนที่ใช้แฟลชไม่เป็น แต่มี LS คนไหนจะถ่ายได้สวยกว่ากัน? คนแรกแน่นอนครับ

2. แต่ผมเปลี่ยนอุปกรณ์แล้วภาพผมดีขึ้นจริงๆ นะ

ภาพดีขึ้น หรือแค่ดูแปลกตาครับ?

หลายๆ คนไม่เคยใช้เลนส์ ultra-wide หรือ macro พอได้เลนส์ดังกล่าวมา ย่อมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นธรรมดา และรู้สึกว่าภาพตัวเองดีขึ้นผิดหูผิดตา อาการดั่งว่าผมก็เคยผ่านมาหมดแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี (ถ้าสนใจพัฒนาฝีมือการถ่ายภาพอย่างจริงจัง) ท่านจะรู้ตัวเองว่า ภาพที่เราว่าดีๆ ในตอนแรกนั้นมันไม่ได้ดีอย่างที่คิดเลย ใครที่มีอุปกรณ์อย่างเราและไปยืนที่เดียวกับเรา ก็สามารถถ่ายภาพแบบเดียวกับเราได้ทั้งนั้น สุดท้ายก็ต้องมาตัดเชือกกันที่ฝีมืออยู่ดี ว่าจะขุดเอาภาพที่ดีออกมาได้แค่ไหน ไม่ใช่แค่ภาพที่อุปกรณ์สามารถให้ได้

มันก็เหมือนถ่าย portrait หน้าชัดหลังเบลอแหละ ไปซื้อเลนส์ฟิกซ์ 85 1.8/1.4 มา ใครๆ ก็ถ่ายได้ ถ่ายออกมาก็ดูนวลเนียน จนหลายๆ คนหลงตัวเองว่า "เน่ีย กูเทพ portrait" แต่ถ้าคุณท่องเว็บถ่ายภาพรอบๆ โลก จะรู้เลยว่าใครๆ เค้าก็ถ่ายแนวนี้กันได้ เพราะมันง่าย แล้วภาพเราพิเศษกว่าเค้าตรงไหนล่ะ? ท้ายที่สุด ถ้าอยากจะก้าวไปข้างหน้า ก็ต้องมาเรียนรู้การถ่ายภาพบุคคลแบบฉากหลังชัดอยู่ดี ซึ่งเลนส์คิทที่แถมมากับกล้องตอนแรกก็ถ่ายได้ หรือไม่ก็ต้องหาวิธีถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอที่ให้ดีขึ้นไปอีก (จะเรียกว่าเปิดมิติใหม่แห่งการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอก็ไม่ผิด) ซึ่งก็ต้องใช้ฝีมือและจินตนาการอยู่ดี อุปกรณ์ช่วยท่านไม่ได้

-------------------------------

ตอนนี้หลายๆ คนอาจจะยังไม่คิดเรื่องเหล่านี้ อาจจะยังคิดว่าอุปกรณ์ถ่ายภาพคือ Ultimate อยู่ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เจอช่างภาพคนอื่นยืนถ่ายภาพที่เดียวกับเรา ด้วยอุปกรณ์ที่ห่วยกว่าเรา แต่ได้ภาพดีกว่าเรา เราจะกลับมานั่งคิดเองว่า สิ่งที่เราเคยเชื่อมั่นในอดีตมันถูกต้องจริงหรือ?

มันก็เหมือนอย่างที่หลายๆ คนพูดกันนั่นแหละ ว่าการที่คุณไปซื้อเครื่องพิมพ์ดีดที่ดีที่สุดในโลกมา ไม่ได้ทำให้คุณเป็นนักเขียนนิยายที่ดีที่สุดในโลก การที่คุณไปซื้อเฟอร์รารีมา ไม่ได้ทำให้คุณเป็นไมเคิล ชูมัคเกอร์ (แถมผมยังเคยได้ยินเรื่องที่เฟอร์รารีวิ่งในสนามแข่งแพ้เซฟิโร่อีกต่างหาก) เช่นเดียวกัน การที่คุณไปซื้อ Nikon D2X มา ไม่ได้ทำให้คุณเป็น Steve Mccurry, การที่ไปซื้อ Canon 1N มาก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น James Natchwey, การที่ไปซื้อ Leica มาก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น Henri Cartier Bresson, และการที่คุณไปแบก Large Format กลับบ้านมาก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น Ansel Adams

บางครั้งผมก็แอบขำในใจเวลาที่ช่างภาพหลายๆ คนคิดว่าเขาต้องไปหาเลนส์ใหม่ หรือกล้องใหม่มา เพราะเขาคิดว่ามันจะทำให้ภาพสวยขึ้น ทั้งๆ ที่เลนส์ที่เขามีอยู่แล้วน่ะ มันเหลือเฟือกับงานที่เขาอยากถ่าย มันเหมือนกับตอนดูหนัง Initial D ที่ลูกเจ้าของปั๊มน้ำมันไปแข่งแพ้ แล้วมาโวยวายกับพ่อว่า

"พ่อ ผมจะเอา Skyline GTR ถ้าผมมี GTR นะ ผมไม่แพ้หรอก"

แล้วพ่อก็ตอบกลับมาว่า

"ถ้าแกขับ GTR นะ ป่านนี้แกแหกโค้งตกเขาตายห่าไปแล้ว"

นั่นแหละครับ อารมณ์เดียวกันเลย

ฝีมือกับอุปกรณ์มันต้องไปด้วยกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาทางเทคโนโลยีถ่ายภาพมันก้าวไปไกลเกินว่าช่างภาพส่วนมากจะตามทันแล้ว นี่คือปี 2008 ที่เรามีกล้องดิจิตอล พร้อมโหมดโคตรอัจฉริยะทั้งหลาย เช่น ออโต้โฟกัส 51 จุด โฟกัสได้แม้ในสถานที่มืดสนิท หรือระบบวัดแสงแบบแม่นโคตรๆ ไม่ใช่สมัยปี 1850 ที่ยังต้องแบกกล้อง wet plate ไปถ่ายภาพ พอถ่ายเสร็จก็ต้องแบก plate เข้าเตนท์แล้วล้างทันที แต่กระนั้นเราก็ยังโวยวายว่าอุปกรณ์ที่เราใช้นั้นยังดีไม่พอ ทั้งๆ ที่ภาพที่ออกมาแย่กว่าภาพที่ได้จาก wet plate หรือ dagguerotype เสียอีก

ยังมีใครจำเว็บไซท์ Nikon D90 ปลอมที่มีคนทำขึ้นมาหรือเปล่าครับ? ที่เขาตัดต่อภาพกล้องแบบตลกๆ แล้วก็เขียนบรรยายฟังก์ชันแบบฮาๆ บรรทัดสุดท้ายเขาเขียนว่า

"Nikon ตัดสินใจว่า ในการที่จะทำให้ได้ภาพที่ดีขึ้นจาก D90 ทาง Nikon ได้ตัดสินใจที่จะตัดช่างภาพออกจากกระบวนการสร้างภาพทิ้งไปเลย"

คงบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างได้...

-----------------------------

ปัจจุบันนี้ผมก็ยังซื้อ/ขายอุปกรณ์กล้องไปเรื่อยๆ และผมก็ยังชอบที่จะคุยเกี่ยวกับอุปกรณ์ เพราะมันสนุก แต่ไม่ได้ทำบนสมมติฐานที่ว่า "อุปกรณ์ที่ดีกว่าจะทำให้ภาพดีกว่า" เคยมีคนถามผมว่า ทำไมผมถึงย้ายมาใช้ Carl Zeiss ผมตอบกลับไปว่า "ผมแค่ชอบสิ่งที่ CZ ให้ผม แต่ถ้าถามผมว่าการมาใช้ CZ ทำให้ภาพผมดีขึ้นไหม ผมตอบได้ว่าไม่เลย ต่อให้ผมใช้ CZ หรือกลับไปใช้ Nikon สุดท้ายภาพของผมก็ออกมาเหมือนเดิม การที่ผมมาใช้ CZ นั้นเป็นความบ้าส่วนบุคคลล้วนๆ" หรือพูดสั้นๆ คือ ผมกำลังบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระนั่นแหละ แค่ว่าผมสุขใจที่จะใช้ CZ มากกว่าแค่นั้นเอง

แต่เมื่อผมออกไปถ่ายภาพ จะใช้อะไรก็มีค่าไม่ต่างกันมาก

โพสต์ให้ดูสักสองภาพ ภาพแรกถ่ายด้วย Sony Cybershot T-70 (กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ ที่หลายๆ คนเรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนนั่นแหละ) ส่วนภาพสองหนักกว่าภาพแรกอีก คือใช้กล้องมือถือถ่าย แต่เป็นภาพที่ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดภาพถ่าย และกำลังจะได้รับการตีพิมพ์ด้วย





-----------------------------


Posted by Charles (palmbook) on May 13, '08 5:39 PM for everyone
เห็นพิมพ์ผิดกันเยอะมาก เรียกได้ว่าราวๆ 70-80% ของคนที่พิมพ์เลยก็ว่าได้

Angel แปลว่า นางฟ้า
Angle แปลว่า มุม องศา

คนส่วนมากพิมพ์ผิดเป็น My Angle -> มุมของฉัน

คนละความหมายกับ My Angel -> นางฟ้าของฉัน เลยครับ

ถ้าคำไหนไม่แน่ใจ ผมแนะนำให้เช็คกับเว็บ www.dictionary.com ครับ

Posted by Charles (palmbook) on May 12, '08 8:06 PM for everyone
"เราไม่มีทิศทาง เราพยายามสร้างอะไรก็ได้ให้ประเทศร่ำรวยอย่างเดียว แล้วที่เหลือก็ปล่อยให้มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ได้คิดว่าถ้าโตแล้วจะทำอย่างไรต่อ แต่บทเรียนของประเทศได้พิสูจน์แล้วว่ายิ่งรวยยิ่งแย่ มีแต่ความเหลวแหลกและความโลภ"

เป็นสิ่งที่ "ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนามองเห็นในการพัฒนาของประเทศไทยทุกวันนี้

เวลานี้คนเข้าใจผิด บ้าเรื่อง globalization นึกว่า เป็นหลักสากล ทั้งนักวิชาการครูอาจารย์ยิ่งเรียนมากยิ่งบ้า อย่าคิดว่าสิ่งที่เรียนคือสูตรสำเร็จ โลกทั้งโลกต้องเป็นแบบนี้ ประเทศมหาอำนาจคิดว่าฉันถูกต้อง ดังนั้นประเทศอื่นๆ ต้องทำอย่างฉัน มันเป็นความเขลาเบาปัญญา

"พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเริ่มทำเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่วันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ แต่ไม่มีใครสนใจ"

ฝรั่งสอนแต่ How to make benefit ? How to maximize? คุ้มหรือไม่คุ้ม เพื่อสร้างความร่ำรวยมั่งคั่ง ใครทุกข์ใครสุขไม่รู้ เป้าหมายคือ รวยที่สุด ซึ่งทำให้ตีกันนอกบ้านนอกช่อง แย่งชิงทรัพยากรเพื่อร่ำรวยที่สุด

แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาสังคมไทยจนเข้าใจ ทรงเริ่มต้นด้วยการวางรากฐานการเกษตร ทรงเรียกว่า "ภูมิสังคมการเกษตร" ซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกันของสิ่งแวดล้อมและมนุษย์

เมื่อก่อนสินค้าออกของเรา คือ ข้าว ยางพารา ไม้สัก ดีบุก คนไทยก็มีความสุขมาตลอด แต่พอเราเริ่มทำตามโมเดลการพัฒนาของตะวันตก แทนที่จะพอเพียง ก็สร้างความร่ำรวย ซึ่งไม่ใช่ว่าความร่ำรวยจะตกลงมาจากฟ้าหรืออะไร มันต้องแลกด้วยการเอาทรัพยากรธรรมชาติไปดัดแปลง ปรับปรุง ผลิต แล้วให้คนบริโภคอย่างบ้าเลือด

"มนุษย์กำลังพากันเดินไปสู่ความตาย auto-destruction ทำลายตัวเองด้วยการสร้างความร่ำรวย ยิ่งรวยเท่าไหร่ก็ต้องทำลายธรรมชาติเท่านั้น"

ทุกวันนี้มีแต่คำว่า รวย รวยเงิน แต่สุดท้ายมันช่วยอะไรได้ไหม ในที่สุดก็เกิดวิกฤต เพราะรวยไม่ยั่งยืน พระองค์ท่านรับสั่งว่า เหมือนสร้างบ้านโดยไม่มีเสาเข็ม ขาดเสาเข็มคน หรือ human development แต่ทุนทั้งหลายหมดเกลี้ยง ทั้งทุนทรัพยากร ธรรมชาติ ทุนเงิน ทุนวัฒนธรรม ทุนเทคโนโลยี พอไม่วางเสาเข็มบ้านก็ล้มตึง

แม้ขณะนี้จะมีการนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงใส่ไว้ในแผนพัฒนา แต่ทำจริงจังหรือเปล่า ?

"พระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มต้นที่ฐานราก แต่ไม่รากหญ้า ผมเกลียดคำนี้มาก ไม่เคยพูดมาที่สาธารณะเลย เพราะอะไร เพราะเราแปลมาจาก grass root ของฝรั่ง ตามฝรั่งจนเนรคุณคนที่เลี้ยงดูเรามา เราเคยให้เกียรติชาวไร่ชาวนามาตลอด เคยเรียกว่ากระดูกสันหลังของชาติ พอถึงยุคนี้ไม่สำนึกบุญคุณ ดูถูกดูแคลนพวกเขาว่ารากหญ้า เดี๋ยวนี้คนไทยขาดสติอย่างแรง เอะอะอะไรก็ตามฝรั่งจนลืม ความหมายของตัวเอง"

หลายคนอาจคิดว่า ถ้าพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องกลับมาอยู่อย่างอดออม มันไม่ใช่ แต่รวยตามลำดับขั้น ค่อยๆ สร้างฐานที่มั่น ฝังรากให้มั่นคง จะได้โตอย่างยั่งยืน โดยต้องปรับและออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและศักยภาพของเรา

"ดร.สุเมธ" ยังชำแหละมนุษย์ที่เรียกว่าคนไทย นี้ว่า

เวลานี้มนุษย์อยู่กับภาพลวง ทำแบบนี้แล้ว มีคนนับถือ ทำแบบนี้มีคนนิยม ทำแบบนี้โก้ แทนที่จะเป็นนาย แต่เรากลับตกเป็นทาสของสถานการณ์ คนส่วนใหญ่ตกเป็นทาสค่านิยมบ้าๆ ค่านิยมที่ไม่มีเหตุผล

"ในสายตาสังคม ใครทำตัวสมถะก็ถูกดูแคลน ถ้าแต่งตัวแบบนี้ไปไหนก็ไม่ค่อยได้รับการต้อนรับเท่าไหร่ เขาดูเปลือก ตัดสินกันด้วยซากที่ห่อหุ้ม ถ้าคุณทำดีมากๆ เขาก็หาว่าคุณบ้า เขาไม่ได้ชื่นชม คุณกลายเป็นมนุษย์ประหลาด แกะดำ บางคนก็ด่าคุณว่าสร้างภาพ"


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

credit: http://talk.mthai.com/topic/9544-เรารวยโดยไม่มีเสาเข็ม


Posted by Charles (palmbook) on May 12, '08 7:09 PM for everyone
บททดสอบความมีน้ำใจของลูกเขย
จาก FW mail

บททดสอบความมีน้ำใจของลูกเขย

มีแม่ยายคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวยมากต้องการที่จะทดสอบความมีน้ำใจของลูกเขยทั้งสามคน จึงพาลูกเขยคนแรกเดินเล่นที่สวนหลังบ้าน ไม่มีใครคาดคิดไว้ก่อน แม่ยายได้แกล้งกระโดดลงไปในสระน้ำข้างทางเดิน และตะโกนเสียงดังร้องขอให้ลูกเขยช่วย ลูกเขยคนแรกกระโดดลงไปในสระน้ำทันที พร้อมกับพาแม่ยายขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยสร้างความพอใจให้แม่ยายมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะลูกเขยคนแรกออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ BMWสีน้ำเงินคันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้าน พร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ “ขอบใจมากนะจะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจจาก....แม่ยาย”

เช้าวันต่อมา แม่ยายได้พาลูกเขยคนที่สองไปที่สวนหลังบ้านเดียวกันนี้แล้วแกล้งกระโดดลงไปในสระน้ำเหมือนเดิม ลูกเขยคนที่สองรีบกระโดดลงไปในสระน้ำทันทีแล้วสามารถช่วยแม่ยายขึ้นไปถึงฝั่งได้เช่นกัน สร้างความพอใจให้แม่ยายเป็นอย่างมาก

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะลูกเขยคนที่สอง ออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ BMWสีเขียวคันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้าน พร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ “ขอบใจมากนะจะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจจาก....แม่ยาย”

เช้าวันต่อมา แม่ยายได้พาลูกเขยคนที่สามไปที่สวนหลังบ้านเดียวกันนี้แล้วแกล้งกระโดดลงไปในสระน้ำเหมือนเดิม แต่ลูกเขยคนที่สาม แกล้งทำเป็นไม่สนใจแม่ยายได้แต่ตะกุยน้ำจนหมดแรงและจมน้ำตาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะลูกเขยออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ Ferrari
สีแดงคันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้านพร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ “ขอบใจมากนะจ๊ะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจ จาก........พ่อตา”

credit: http://siit.net/webboard/read.php?Topic_ID=44903

Posted by Charles (palmbook) on May 10, '08 5:43 AM for everyone
ไม่มีอะไรครับ แค่หยิบเอาภาพเก่าๆ มาทำเล่นๆ




Posted by Charles (palmbook) on May 8, '08 3:19 AM for everyone
การเลือกฉากหลังสำหรับการถ่ายภาพบุคคล (portrait) ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก ฉากหลังในการถ่ายภาพบุคคลส่วนมากมักจะเป็นเพียงความคำนึงคิดที่เกิดขึ้นหลังจากจัดหน้าสวยๆ ของนางแบบเข้าเฟรมไปเรียบร้อยแล้ว หรือจะกล่าวว่าฉากหลังจะเป็นยังไงก็ได้ ขอให้นางแบบอยู่ในตำแหน่งที่โอเคเป็นใช้ได้

พูดในอีกแง่หนึ่งก็คือคนส่วนมากคิดว่าฉากหลังเป็นเพียงไม้ประดับภาพ เป็นสิ่งที่เข้ามาเติมไม่ให้ข้างหลังนางแบบเป็นเพียงพื้นที่ว่างๆ เท่านั้นเอง

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพบุคคลส่วนมากจึงมีฉากหลังที่ไม่ดี ไม่ส่งเสริมภาพ รวมไปถึงหักล้างพลังของภาพเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงความพยายามในการ "กำจัด" ฉากหลังด้วยวิธีต่างๆ เช่น การทำให้ฉากหลังละลายเป็นต้น

การคิดในเชิงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ช่างภาพหลายๆ คนหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเมื่อสามารถหาซื้อเลนส์ที่ละลายฉากหลังได้ดีแล้วก็ไม่ทราบว่าจะเดินหน้าไปทางไหนต่อ หันไปทางไหนก็มีแต่คนถ่ายประเภทหน้าชัดหลังเบลอเสียทั้งสิ้น

ผมขอแนะนำให้เปลี่ยนระบบความคิดใหม่ครับ

อย่าคิดว่าฉากหลังเป็นเพียงไม้ประดับฉาก แต่ให้คิดว่าฉากหลังเป็นส่วนหนึ่งของภาพ ที่บอกถึงความสัมพันธ์กับคนที่ปรากฏในภาพ บอกถึงสิ่งที่เป็นไปหรือขับดันอารมณ์ภาพให้สูงขึ้น หรือจะกล่าวว่าให้คำนึงฉากหลังเป็นวัตถุหลักในภาพก็ไม่ผิด

วิธีเริ่มง่ายๆ ที่ผมขอแนะนำคือ ให้เลือกฉากหลังมาก่อน ดูว่าฉากหลังนี้เราจะสามารถนำบุคคลไปวางได้อย่างไรบ้าง ดูว่าฉากหลังนี้เหมาะกับภาพที่ให้อารมณ์ภาพแบบใดแล้วก็กำกับแบบให้เข้ากับอารมณ์นั้นๆ ถ้าจะให้ดีควรจะจินตนาการถึงภาพผลลัพธ์สุดท้ายที่จะออกมาด้วยครับ

แน่นอนว่าการมาคำนวนข้อมูลปริมาณมหาศาลขนาดนี้แบบ realtime ตอนถ่ายคงเป็นไปได้ยาก นอกเสียจากช่างภาพที่ประสบการณ์มากจริงๆ เพราะฉะนั้นสถานที่ที่จะใช้ในการถ่ายภาพจึงควรถูกสำรวจไว้ล่วงหน้า ถ้าจะให้ดีควรจะทดลองถ่ายฉากเปล่าๆ กลับมาดูว่าภาพนี้เราควรจะนำตัวบุคคลไปวางไว้ตรงไหน อย่างไร

เป็นการผสานทักษะด้าน landscape/interior/portrait เข้ากันอย่างกลมกลืน

ด้วยวิธีแบบนี้ก็จะทำให้เรามีฉากหลังที่ดี รวมไปถึงภาพบุคคลที่ดีด้วย



ทดลองดูครับและขอให้ทุกท่านสนุกกับการถ่ายภาพ

Posted by Charles (palmbook) on May 7, '08 6:10 PM for everyone
http://www.bwfoto.net/ques_answ/topic.asp?TOPIC_ID=4905

----------------------------------



“ผมไม่เคยปฎิเสธว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยสีสัน
แต่ในฐานะคนที่หลงใหลในการถ่ายภาพ
และด้วยรสนิยมส่วนตัวที่ไม่ชอบผิวสัมผัสที่เป็นวิทยาศาสตร์
ผมรักที่จะลงสีบนภาพถ่ายขาวดำด้วยตนเองมากกว่า
สื่อและสีหลายชนิดถูกนำมาใช้เพียงเพื่อให้ได้ภาพ
ตามจินตนาการที่ปรารถนา
บางครั้งเลียนแบบสีจริง บางครั้งก็จงใจให้ต่างออกไป”

ชัยพงษ์ กิตตินราดร


ในโลกสมัยใหม่ที่อะไรๆ ดูจะรวดเร็วไปเสียหมด
งานอดิเรกที่ต้องทำอย่างเนิบช้าเริ่มจะให้ความรื่นรมย์ไม่ทันใจ
เราหันไปเสพความบันเทิงทางโทรทัศน์ที่มีหยิบยื่นให้แบบวินาทีต่อวินาทีเพียงแค่จรดนิ้วกดปุ่มรีโมตคอนโทรล
ทุกวันเราเร่งรีบและเสพติดเทคโนโลยีที่ทำให้เราประหยัดเวลา
โดยหารู้ไม่ว่าเวลาที่เราได้คืนมากลับถูกใช้ไปอย่างว่างเปล่าและหมดเปลือง
และเทคโนโลยีที่หวังว่าจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น หลายครั้งกลับทำให้ชีวิตเราซับซ้อน
ลึกๆ เราจึงโหยหาความเรียบง่ายสามัญแบบที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีหรือหวังว่าจะมี

ชัยพงษ์ กิตตินราดร เป็นผู้ที่เข้าใจความจริงข้อนี้อย่างลึกซึ้ง

ในโลกที่ศิลปะการถ่ายภาพเคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นดิจิตอลด้วยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์อันก้าวไกล
ชัยพงษ์และผองเพื่อนต่างวัยรวมตัวกันภายใต้ชื่อกลุ่ม Black and White Rhapsodies Group
ในเว็บไซต์ www.bwfoto.net ของพวกเขา ประกาศชัดว่า “no digital cameras here”
เหตุก็เพราะพวกเขาหลงใหลในการถ่ายภาพขาว-ดำแบบดั้งเดิม
ที่ตัวผู้ถ่ายต้องควบคุมทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ ตั้งแต่การถ่าย ล้าง และอัดรูป

ชัยพงษ์เชื่อว่า “ความจริงสีขาวและสีดำเป็นของที่พื้นที่สุด”
ถึงอย่างนั้น ในปัจจุบัน การถ่ายภาพขาว-ดำกลายเป็นเรื่องของความสนใจเฉพาะกลุ่ม
กล้องดิจิตอลที่มีอยู่ดาษดื่นทำให้ขั้นตอนการสร้างสรรค์ของภาพขาว-ดำดูยุ่งยาก
ด้วยคิดว่าถ่ายเป็นไฟล์ดิจิตอล - จะโหลดก็ง่าย ล้างอัดก็สบายกว่ากันเยอะ
ศิลปะในการถ่ายภาพที่ผู้สร้างงานต้องดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเองจึงกลายเป็นความซับซ้อน

แต่ครั้งหนึ่งภาพขาว-ดำคือความสามัญ
และหากต้องการให้ภาพมีสีสันแบบเดียวกับที่ตาเห็นในธรรมชาติ
ก็เพียงแค่เอาสีแต้มลงไปบนภาพถ่ายขาว-ดำเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความสมจริง
ขั้นตอนอันเรียบง่ายละเอียดละออ หลอมรวมงานศิลปะและการฝีมือเอาไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ภาพลงสีด้วยมือ หรือ Hand-coloured black-and-white photographs

แม้การเกิดขึ้นของฟิล์มเนกาตีฟสีจะทำให้ศาสตร์การลงสีภาพด้วยมือจางหายไป
แต่ยังมีช่างภาพจำนวนหนึ่งที่หลงใหลในเสน่ห์เฉพาะตัวของภาพ Hand-coloured นี้
วิธีในการทำงานอาจจะไม่ต่างจากเดิมเท่าใดนัก แต่วัตถุประสงค์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
การลงสีภาพด้วยมือมิได้เป็นไปเพื่อการเลียนแบบธรรมชาติอย่างสมจริงอีกต่อไป
หากแต่เพื่ออิสระแห่งจินตนาการ
เป็นการทำงานของร่างกายและจิตใจที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น
ความคิดและความรู้สึกถ่ายทอดตัวตนของผู้สร้างสรรค์งานผ่านสีสันที่บรรจงแต่งแต้มทีละน้อย
หากจะเปรียบกล้องถ่ายรูปเป็นร่างกาย ภาพถ่ายก็คือสิ่งที่ดวงตาในจิตใจของผู้ถ่ายมองเห็นนั่นเอง

Mind’s Eye รวบรวมผลงานภาพลงสีด้วยมือ (Hand-coloured photographs) ชุดใหญ่ของ ชัยพงษ์ กิตตินราดร - ช่างภาพผู้มีความสุขกับศาสตร์และศิลป์แห่งความเนิบช้านี้

People Space เชื่อมั่นว่า นอกจากความเพลิดเพลินที่ผู้ชมจะได้รับจากการชมภาพ
การได้มองโลกผ่านสายตาของผู้อื่น จะทำให้จิตใจของเราเปิดกว้างและมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่ต่างไป

Mind’s Eye : Collections of Hand-Coloured Black and White Photographs

เปิดแสดงระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม – 21 มิถุนายน 2551

Opening Party : 17 พฤษภาคม 2551 เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป
- การบรรเลงขิมโดย เอรินทร์ ทรงเดชาไกรวุฒิ ประกอบการแสดงสไลด์ภาพ Hand-coloured
- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ชวนศิลปิน-ชัยพงษ์ กิตตินราดร พูดคุยถึงที่มาที่ไปว่าทำไมต้องเป็น Hand-coloured photographs

สถานที่ : People Space
116 ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร : 0815491002 อีเมล : people.space@yahoo.com
www.people-space.blogspot.com
Open Hours : เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 10.00 ถึง 19.00 น.
สื่อมวลชน : By Appointment (หากนอกเหนือจากวันเสาร์และอาทิตย์)

Events & Activities :

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 (บ่ายโมงครึ่งเป็นต้นไป)
Hand-Colouring Photography Demonstration and Shooting Day
- พบกับการสาธิตการทำภาพลงสีด้วยมือโดยศิลปิน-ชัยพงษ์ กิตตินราดร
- สำหรับผู้ที่สนใจจะทำภาพ Hand-Coloured ด้วยตนเองหรือให้ศิลปินทำให้ ศิลปินและช่างภาพขาว-ดำจากกลุ่ม B&W Rhapsodies Group จะทำการถ่ายภาพขาว-ดำพร้อมล้างอัดเพื่อให้ทุกคนกลับมาลงสีภาพของตนเองในอาทิตย์ถัดไป
- ไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับชมการสาธิต

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2551 (บ่ายโมงครึ่งเป็นต้นไป)
Hand-Coloured Photographs Workshop
- ผู้ที่ถ่ายภาพในอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม จะกลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมเวิร์คช็อปการลงสีภาพด้วยมือ โดยจะลงสีเองหรือให้ศิลปินลงสีให้ก็ได้
- ค่าใช้จ่ายรวมอุปกรณ์ 500 บาทต่อหนึ่งภาพ (ภาพขนาด 8*10 นิ้ว)

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2551 (บ่ายโมงครึ่งเป็นต้นไป)
Hand-Colouring Photography Course
- สำหรับผู้ที่สนใจอยากลงลึกเรื่องการลงสีภาพด้วยมือ ศิลปิน-ชัยพงษ์ กิตตินราดร จะมาบรรยายและสอนภาคปฏิบัติ ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจบจบว่าทำภาพลงสีด้วยมือเขาทำกันอย่างไร (โดยศิลปินจะเตรียมภาพถ่ายขาว-ดำสำหรับลงสีไว้ให้)
- ค่าใช่จ่ายรวมอุปกรณ์ 500 บาทต่อคน

ปิดนิทรรศการ : 21 มิถุนายน 2551

-- ในงานเตรียมพบกับหนังสือภาพ Mind’s Eye : Collections of Hand-Coloured Black and White Photographs โดยชัยพงษ์ กิตตินราดร โดยสำนักพิมพ์ openbooks--

[img]

----------------------------------------

ใครว่างก็ไปกันนะครับ highly recommended

Posted by Charles (palmbook) on May 7, '08 12:08 AM for everyone
The lenses that will take your breathe away...

http://homepage2.nifty.com/akiyanroom/redbook-e/ultra/ultra&green.html

For Example...Ultra Micro Nikkor 55mm F2



Specifications

Focal length 55.8mm
Max. aperture f/2
Min. aperture f/8
Lens construction 8 elements, 6 groups
Standard magnification 1/4X
Standard wavelength 546.1 milli-micron (e-line)
Vignettings 0 %
Distortion 0.000 % !!
Aerical resolving power 500 lines/mm (12mm circle)

Image area 12mm circle
Subject area 48mm circle
Overall working distance 315mm
Weight 325 g